อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานมีพื้นที่มากที่สุดในประเทศไทย

klengkrajandam03_1423031411
เขื่อนแก่งกระจาน เป็นชื่ออุทยานที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย

มีการขยายพื้นที่ครอบคลุมพื้นที่เขตจังหวัดเพชรบุรีและประจวบคีรีขันธ์ อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานแห่งนี้ยังได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกอาเซียนด้วยเช่นกัน มีพื้นที่ครอบคลุมท้องที่อำเภอหนองหญ้าปล้อง อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี และอำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นอุทยานแห่งชาติที่มีพื้นที่มากที่สุดในประเทศไทย มีสภาพป่าที่อุดมสมบูรณ์ เป็นป่าต้นน้ำของแม่น้ำเพชรบุรีและแม่น้ำปราณบุรี และมีลักษณะเด่นทางธรรมชาติที่สำคัญหลายแห่ง เช่น ทะเลสาบ น้ำตก ถ้ำ หน้าผาที่สวยงาม มีเนื้อที่ประมาณ 1,821,687.84 ไร่ หรือ 2,914.70 ตารางกิโลเมตร

แก่งกระจาน เป็นต้นน้ำลำธารของแม่น้ำหลายสาย พื้นที่ส่วนใหญ่ของอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานเป็นภูเขาสลับซับซ้อนอยู่ในเทือกเขาตะนาวศรี สภาพภูมิประเทศเป็นป่าดิบชื้น ยอดเขาที่สูงที่สุดในอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน คือ ยอดเขางะงันนิกยวงตอง อยู่ในเขตรอยต่อประเทศพม่าและไทย มีความสูง 1,513 เมตร รองลงมาคือยอดเขาพะเนินทุ่ง ซึ่งมีความสูง 1,207 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง จากสันเขื่อนแก่งกระจาน มีถนนเลียบออกมาทางซ้ายมือเป็นระยะทาง 3 กิโลเมตร ถึงที่ทำการอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งดูนก ดูผีเสื้อ และสัตว์ป่านานาชนิด จึงมีนักท่องเที่ยวเข้าไปใช้บริการจำนวนมาก ซึ่งก่อให้เกิดผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ

เนื่องจากอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานอยู่ในเทือกเขาตะนาวศรีซึ่งเชื่อมต่อกับเทือกเขาภูเก็ตของภาคใต้และตอนเหนือเข้าไปในประเทศพม่า สัตว์ป่าจากประเทศอินเดียและพม่าจะแพร่กระจายลงมาทางทิศตะวันตกของประเทศลงมาถึงบริเวณนี้ และพวกสัตว์ป่าจากประเทศมาเลเซียก็จะแพร่กระจายขึ้นมาตามเทือกเขาภูเก็ตมาถึงบริเวณนี้เช่นเดียวกัน

ทำให้อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานเป็นแหล่งชุมนุมของสัตว์ป่าทั้งจากทิศเหนือและทิศใต้ ชนิดของสัตว์ป่าที่สำคัญได้แก่ ช้างป่า หมีหมา หมาไน หมาจิ้งจอก เสือดาว เสือโคร่ง เลียงผา สมเสร็จ วัวแดง กวางป่า เก้งหม้อ ชะนีมือขาว ลิงเสน นกกระสาคอขาว เหยี่ยวปลาใหญ่หัวเทา นกเค้าหน้าผากขาว กบทูด ปาดยักษ์ เต่าหก จิ้งเหลนภูเขาสีจาง เป็นต้น นอกจากนี้ในบริเวณลำธารและอ่างเก็บน้ำ สำรวจพบปลาน้ำจืดอาศัยอยู่หลายชนิด เช่น ปลานางอ้าว ปลาซิวใบไผ่ ปลาขี้ยอก ปลากระสูบขีด ปลากดเหลือง ปลาดุกด้าน ปลากระทุงเหว ปลาหมอช้างเหยียบ ปละกระสง และปลากระทิง ฯลฯ

อุทยานแห่งชาติโซรัคซานความงดงามของธรรมชาติที่ใบไม้เต็มไปด้วยสีสันต่างๆ นานา

3

ในบรรยากาศเย็นสบายของช่วงหน้าหนาว เพลิดเพลินไปกับการชมสีสันของใบไม้ในช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสี เป็นเวลาที่ดีที่สุดในการไปเที่ยวตามภูเขา ความงดงามของธรรมชาติที่ใบไม้เต็มไปด้วยสีสันต่างๆ นานา สำหรับใครที่ชื่นชอบการเที่ยวแบบนี้ขอนำเสนอพาคุณไปรู้จักกับ “อุทยานแห่งชาติโซรัคซาน”อุทยานแห่งชาติโซรัคซาน หรือ สวิสเซอร์แลนด์ของเกาหลี เป็นอุทยานแห่งชาติขนาดใหญ่มีเนื้อที่ ถึง 354 ตารางกิโลเมตร จัดได้ว่าเป็นแนวเขาที่สวยงามมากที่สุดแห่งหนึ่งในเกาหลีซึ่งประกอบด้วย โอซอรัก เนซอรัก และนัมซอรักเทือกเขาแนวนอกแนวใน และแนวใต้ มีหุบเขาที่มีดอกไม้บานสะพรั่งทั้งฤดูใบไม้ผลิ และฤดูใบไม้เปลี่ยนสีหุบเขาแห่งนี้จะเปลี่ยนเป็นสีแดงสีทองทั่วทั้งหุบเขา การเดินทางไปยังอุทยานนั้นต้องนั่งกระเช้าไฟฟ้า สู่จุดชมวิวของอุทยานแห่งชาติเขาโซรัค ที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นภูเขาสี่ฤดู และสวิสเซอร์แลนด์ของเกาหลี เขาโซรัคตั้งอยู่ใจกลางภูเขาแทแบคซึ่งทอดยาวไปถึงเขาคึมคัง ของประเทศเกาหลีเหนือ มีเทือกเขา ป่าไม้ หุบเขา สายน้ำ ทะเลสาบ หินรูปร่างต่างๆ ที่สวยงามซึ่งเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติที่หาดูธรรมชาติที่หาดูได้ยากยิ่ง ตามรอยตำนานที่เล่าขานของจุดกำเนิดเพลงอารีรัง ภูเขาโซรัคซานมีความงามเฉพาะตัวตลอดปีอยู่แล้ว แต่ช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสีจะเป็นช่วงที่งดงามที่สุด นักท่องเที่ยวจะชอบเดินทางกันในช่วงนี้ เพื่อชมความงามของใบไม้สีต่างๆ ประมาณเดือนตุลาคม ทั่วทั้งบริเวณใบไม้จะกลายเป็นสีแดงและสีเหลือง

ทำไมเค้าต้องสร้างอนุสาวรีย์หมีไว้ด้วยเหตุเพราะตำนานความเชื่อของชาวเกาหลี ตามตำนานได้เล่าเอาไว้ว่า ในอดีตมีเทพผู้ปกครองอยู่บนสวรรค์นามว่า ฮวานอิน (Hwan-in) มีโอรสนามว่า ฮวานอุง (Hwan-ung) เทพฮวานอุงนั้น มีความปรารถนาที่จะเสด็จมาที่โลกมนุษย์ ซึ่งพระบิดาก็ได้อนุญาต โดยได้นำไพร่พลมากว่า 3,000 องค์ ขณะนั้นมีเสือและหมีอยู่คู่หนึ่ง มีความต้องการอย่างยิ่งที่จะเป็นมนุษย์ จึงได้สวดภาวนาขอให้ตนได้เป็นมนุษย์ต่อเทพทุกองค์ จนกระทั่งได้มาขอต่อเทพฮวานอุง พระองค์ได้สัมผัสถึงความปราถนาอันแรงกล้าของหมีและเสือ จึงได้ประทานผักโขม และ กระเทียมแก่สัตว์ทั้งสอง พร้อมทั้งสั่งให้สัตว์ทั้งสองจำศีลอยู่ในถ้ำเป็นเวลา 100 วัน หากทำสำเร็จสัตว์ทั้งสองก็จะสมปราถนา หมีและเสือดีใจเป็นอย่างมากพร้อมรับคำและเข้าไปจำศีล ปรากฎว่าผ่านไปได้แค่ 3 วัน เสือก็หมดความอดทนเลิกล้มความตั้งใจไป แต่หมีมีความอดทนมากกว่า พออยู่ในถ้ำได้ถึง 21 วันก็กลายร่างเป็นหญิงงามมีชื่อว่า อุง-นยอ (Ung-nyeo) ต่อมา อุง-นยอ อยากมีบุตรแต่ไม่มีชายจะแต่งงานด้วย จึงได้ไปสวดอ้อนวรต่อฮวานอุงอีกครั้ง เทพฮวานอุงสงสารและเห็นว่าเป็นหญิงที่มีรูปร่างงดงามยิ่งนัก จึงแปลงกลายเป็นมนุษย์แล้วมาแต่งงานกับอุง-นยอเสียเอง จึงได้กำเนิดบุตรชายชื่อ ทันกุนวันกอม (Dangun Wanggeom) จนต่อมา ทันกุนวันกอม ได้เป็นผู้สถาปนาอาณาจักรโคโชซอนขึ้น (Gojoseon) ซึ่งถือว่าเป็นอาณาจักรเริ่มแรกของเกาหลีนั่นเอง ดังนั้น ชาวเกาหลีจึงเชื่อว่า หมีเป็นต้นกำเนิดของพวกเค้า และได้สร้างอนุสาวรีย์หมีไว้ที่ โซรัคซานแห่งนี้

 

อุทยานแห่งชาติโยเซมิตี มรดกธรรมชาติของโลก

อุทยานแห่งชาติโยเซมิตี มรดกธรรมชาติของโลกจากยูเนสโก อีกหนึ่งจุดหมายที่ใครๆก็อยากไปสัมผัสให้ได้ซักครั้งในชีวิต

อุทยานแห่งชาติโยเซมิตี ตั้งอยู่ในรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐฯ รายล้อมไปด้วยแนวผาหินแกรนิตสูงจรดฟ้าประดับประดาเหนือยอดป่าสนเขียวขจี มีเสียงดนตรีประกอบแห่งธรรมชาติจากสายน้ำที่ไหลรินแทบทั่วผืนป่า เกิดเป็นทิวทัศน์ที่สวยงามตระการตาดึงดูดนักท่องเที่ยวให้หลั่งไหลมาจากทั่วโลก

การใช้รถบัสโดยสารของอุทยานเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการทัวร์หุบเขาแห่งนี้ในระยะเวลาหนึ่งวัน โดยการทัวร์ด้วยรสบัสนั้นคุณจะได้ชมความสวยงามตระการตาจากแทบทุกเสน่ห์ขึ้นชื่อของอุทยานแห่งชาติโยเซมิตีภายในระยะเวลาเพียงแค่สั้นๆเท่านั้น

ผาหิน El Capitan ทำให้นักท่องเที่ยวหลายต่อหลายคนต้องทึ่งกับความอลังการจากน้ำตกขนาดยักษ์แถมประกายสายรุ้งจางๆ แล้วยังสร้างบรรยากาศโรแมนติคๆเหมาะกับคู่รักอย่างที่สุด

หุบเขาแห่งนี้ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นอุทยานแห่งชาติของสหรัฐฯมาตั้งแต่ปี 1915 พื้นที่กว่า 95% ของที่นี่ยังคงไม่ถูกคนเราเข้าไปพัฒนา นักท่องเที่ยวไม่ได้รับอนุญาตให้ทิ้งสิ่งของทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตามไว้ในบริเวณอุทยานแห่งนี้ ด้วยความสูงกว่า 800 เมตร ทำให้น้ำตกโยเซมิตีครองสถิติน้ำตกที่มีความสูงมากที่สุดของทวีปอเมริกาเหนือเลยทีเดียว

มีป่าสน, ทะเลสาบ, หุบเขา, ผาสูง, ทุ่งหญ้า, ผืนป่า, แม่น้ำ, และน้ำตกมากมายในอุทยานแห่งชาติโยเซมิตี แล้วก็ยังมีต้นไม้ขนาดยักษ์ลือชื่อที่วัดอายุได้มากกว่า 1,500 ปี แถมยังมีฐานเป็นโพรงให้คนเดินทะลุผ่านเข้าไปได้ด้วย ระหว่างช่วงหน้าหนาว การใช้รถเคเบิ้ลคาร์จะช่วยให้คุณสามารถชมวิวทิวทัศน์ของหุบเขาโยเซมิตีได้จากมุมสูงที่ริมทะเลสาบ เป็นจุดที่เหมาะสมสำหรับการตั้งแคมป์เป็นอย่างยิ่ง

ต้นไม้ขนาดยักษ์พบเห็นได้มากมายในหุบเขาแห่งนี้ แถมพอถึงช่วงฤดูใบไม้ร่วง ทั้งผืนป่าก็จะถูกประดับประดาไปด้วยใบไม้สีทองในช่วงวันหยุดยาวสิ้นปี บรรดานักท่องเที่ยวต่างเห่กันเข้าคิวเพื่อชมความสวยงามของหน้าผาแกรนิตอันลือชื่อของหุบเขาแห่งนี้การตั้งแคมป์ในอุทยานแห่งชาติโยเซมิตี เป็นอีกตัวเลือกหนึ่งของการพักผ่อนที่น่าสนใจไม่น้อย ช่วงเวลาที่น่าไปอุทยานแห่งชาติโยเซมิตีที่สุดก็คือตอนฤดูใบไม้ผลิที่ทั้งผืนป่ากำลังผลิใบไม้ชุดใหม่

โดมหินแกรนิต แห่งอุทยานแห่งชาติโยเซมิตตี

อุทยานแห่งชาติโยเซมิตตี สถานที่ที่เหล่านักท่องเที่ยวจะได้ยลโฉมความงามของธรรมชาติกันแล้ว ที่นี่ยังกิจกรรมสนุก สุดระทึก กับ ไต่เขา โดมหินแกรนิต ที่เรียกว่า “เสียว” ไม่แพ้สถานที่ใดๆ ในโลกกันเลยทีเดียว

อุทยานแห่งชาติโยเซมิตตี (Yosemite National Park) ซึ่งอยู่ในรัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา อุทยานแห่งนี้เนื้อพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 3,081 ตร.กม. กว้างจรดถึงดินแดนทะเลทรายเนวาดา อุทยานแห่งชาติโยเซมิตี เป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญแห่งหนึ่งของสหรัฐอเมริกาที่มีนักท่องเที่ยวมาเยือนเฉลี่ย 3 ล้านคนต่อปี และได้เป็นมรดกโลกเมื่อปี พ.ศ. 2527 (ค.ศ. 1984) โยเซมิตตีเป็นที่รู้จักในชื่อของหน้าผาหินแกรนิต ยอดเขาโดมครึ่งซีก (Half dome) น้ำตกขนาดใหญ่หลายแห่ง และพื้นที่ประมาณ 89 เปอร์เซ็นต์ ของอุทยานเป็นป่าที่มีสัตว์อาศัยอยู่

หุบเขาโยเซมิตีได้รับการค้นพบโดยนักธรรมชาติวิทยา John Muir ในปี 1868 หลังจากที่เดินเท้าสำรวจธรรมชาติไปเรื่อยจากรัฐเคนตั๊กกี้ ในปี 1867 เมื่อเขาได้พบหุบโยเซมิตี เขาได้นิยามสถานที่แห่งนี้ว่า “ไม่มีวิหารใดที่สร้างจากน้ำมือมนุษย์จะสวยงามเท่า Yosemite หินทุกก้อนล้วนฉาบด้วยชีวิต” ด้วยความรักธรรมชาติในสายเลือด เขาผลักดันให้สถานที่แห่งนี้เป็นอุทยานแห่งชาติ และเป็นผลสำเร็จสถานที่แห่งนี้เป็นอุทยานแห่งชาติลำดับที่ 2 ของโลก ต่อจากอุทยานแห่งชาติ Yellowstone ที่อยู่ในสหรัฐอเมริกาเช่นกัน

ยอดเขาโดมครึ่งซีก นี่เอง ที่มีกิจกรรมสุดระทึก ให้นักท่องเที่ยวได้ท้าความกล้ากัน กับกิจกรรมไต่เขาขึ้นไปบนโดมหินแกรนิตแท้ๆ ในระดับความสูงกว่า 1,444 เมตร ซึ่งอดีตในปี 1957 โรแยล ร็อบบินส์ ชาวแคลิฟอร์เนียกับเพื่อนร่วมทีม ใช้เวลาถึง 5 วัน ในการปีนฮาล์ฟโดมได้เป็นครั้งแรก โดยใช้ลิ่มเหล็กตอกเข้าไปในเนื้อหินเพื่อร้อยเชือกรั้งตัวแล้วค่อยๆ ไต่ขึ้นไปถึงยอดเขาจนเป็นผลสำเร็จ ต่อมาจึงมีนักพิชิตยอดเขามากมายไปท้าทายความกล้าที่ฮาล์ฟโดมลูกนี้ ทั้งในแนวโค้งซึ่งเป็นส่วนครึ่งวงกลม หรือแนวตั้งซึ่งเป็นส่วนที่ดูเหมือนโดนผ่าครึ่ง แต่ทว่าการปีนในแนวตั้งนั้นค่อนข้างจะอันตรายมาก มีผู้เสียชีวิตจากการปีนในลักษณะอยู่จำนวนหนึ่ง

แต่ว่าในปัจจุบันนี้การเดินทางขึ้นยอดเขาฮาล์ฟโดม ไม่ต้องใช้เวลามากอย่างในอดีตแล้ว เพราะมีการขึงสายเคเบิ้ลเป็นทางเดิน พร้อมวางที่พักเท้าให้เป็นขั้นบันได ให้นักท่องเที่ยวค่อยๆ ไต่ ค่อยๆ เกาะ เพื่อพาตัวเองให้ไปถึงยอดเขา แต่ถึงกระนั้นก็ยังเหนื่อยหอบอยู่ดี เพราะฉะนั้นหากจะไปพิชิตยอดนี้จริงๆ ฟิตร่างกายเตรียมพร้อมไว้ก่อนเลยล่ะ ถ้านักท่องเที่ยวสามารถพิชิตขึ้นไปบนยอดเขาแล้ว จะมีพื้นที่ราบให้นักท่องเที่ยวสามารถพักเหนื่อยได้ พร้อมกับมีวิวทิวทัศน์สวยๆ ที่มองได้ 360 องศารอบอุทยานฯ ให้หายเหนื่อยถือเป็นรางวัลตอบแทนความพยายาม รวมไปถึงความกล้าของเหล่านักท่องเที่ยวอีกด้วย

เยลโลว์ สโตน เป็นอุทยานแห่งชาติแห่งแรกของอเมริกาและแห่งแรกของโลก

เยลโลว์ สโตน เป็นอุทยานแห่งชาติแห่งแรกของอเมริกาและแห่งแรกของโลกด้วย มีพื้นที่ทั้งหมดอยู่บนที่ราบสูงบนเทือกเขาร็อคกี้ มีเนื้อที่มากกว่า 2 ล้านเอเคอร์ คือประมาณ 43,750 ตารางไมล์ เป็นอุทยานแห่งชาติที่มีบ่อน้ำร้อน น้ำพุร้อนมากกว่า 10,000 แห่ง และ 250 แห่งเป็นบ่อน้ำพุร้อน นอกจากนี้ยังมีสัตว์ป่าที่น่าสนใจมากมายเช่น หมีกริซซี่ หมีดำ ควายป่าไบซัน กวางมูส กวางเอลค์ แพะภูเขา บิ๊กฮอร์น แมวปา รวมถึงนกชนิดต่าง ๆ อีกมากกว่า 250 ชนิด

ดินแดนแห่งนี้มีอายุมากกว่า 600,000 ปี เกิดจากการระเบิดของภูเขาไฟ ทิ้งร่องรอยของหินละลายที่พุ่งผ่านผิวโลกขึ้นมาเย็นตัว เกิดเป็นภูเขาสูง ที่ราบและหุบเหวที่สวยงาม ที่ราบที่เป็นพื้นที่ส่วนใหญ่ของอุทยาน มีความกว้างกว่า 50 ไมล์ หรือ 80 กิโลเมตร มีความสูงเหนือระดับน้ำทะเลเฉลี่ยประมาณ 7,000 ฟุต หรือ 1 ไมล์ครึ่ง จุดที่ต่ำที่สุด คือ 5,300 ฟุต จะอยู่ทางด้านเหนือของอุทยาน และจุดที่สูงที่สุดจะอยู่ที่ยอดเขาอีเกิ้ล สูงถึง 11,300 ฟุต บนที่ราบสูงจะมีแม่น้ำเยลโลว์ สโตนไหลผ่านลงสู่ทะเลสานเยลโลว์ สโตน ที่อยู่เกือบกึ่งกลางเขตอุทยานหลังยุคน้ำแข็งละลายคือ กว่า 8,500 ปีที่ผ่านมา ป่าในอุทยานแห่งชาติ เยลโลว์ สโตนได้เริ่มเกิดขึ้น ผู้ที่เคยพบเคยผ่านมาในอดีตก็คือ พวกอินเดียนแดง ต่อมาก็มีคนผิวขาวได้เคยเดินทางผ่านบ้าง ต่างก็เล่าขานบอกกล่าวถึงป่าใหญ่ที่อุดมไปด้วยบ่อน้ำร้อนและบ่อน้ำพุร้อน รวมถึงบ่อโคลนเดือด

เยลโลว์ สโตนเริ่มมาเป็นที่รู้จักแพร่หลายมากขึ้นเมื่อนักสำรวจชาวอเมริกันชื่อ จอห์น โคลเทอร์ (John Colter) ได้เดินทางมาถึงในปี ค.ศ.1807 โคลเทอร์ได้พยายามผลักดันให้ชาวอเมริกันและชาวโลกได้รู้จักกับดินแดนภูเขาสูงแห่งนี้ จนกระทั่งปี ค.ศ. 1872 ดินแดนแถบนี้ในชื่อของ Colter’s Hill จึงได้รับการยอมรับจากรัฐบาลอเมริกัน ให้ประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติแห่งแรกของชาวอเมริกา และถือได้ว่าเป็นอุทยานแห่งแรกของโลกด้วยอุทยานแห่งชาติเยลโลว์ สโตนมีเนื้อที่ทั้งหมดอยู่ในด้านตะวันตกเฉียงเหนือของรัฐไวโอมิ่ง อาณาเขตด้านเหนือติดเขตแดนรัฐมอนทาน่า และด้านตะวันตกติดขอบแดนรัฐไอดาโฮ นักท่องเที่ยวสามารถเข้าสู่อุทยานได้ถึง 4 ทาง คือ ด้านตะวันตกจากไอดาโฮ ด้านเหนือจากมอนทาน่า ส่วนทางด้านใต้และด้านตะวันออกก็อยู่ในไวโอมิ่ง ในบริเวณอุทยานมีถนนหนทางยาวรวมแล้วกว่า 500 กิโลเมตร ถนนส่วนใหญ่จะเปิดให้รถใช้ราว ๆ เดือนพฤษภาคม ถึงต้นเดือนพฤศจิกายน หลังจากนั้นจะห้ามรถผ่าน อนุญาตให้เฉพาะพาหนะที่ใช้สำหรับฟื้นหิมะและน้ำแข็ง เช่น รถสโนว์โค้ช สโนวโมบิล สกี และเลื่อนน้ำแข็ง เป็นต้น